ขมิ้นชัน ยังมีอีกหลายชื่อที่เรียกกัน เช่น ขมิ้นทอง ขมิ้นด้วง ขมิ้นแดง ต้น ขมิ้นชัน ลำต้นเหนือพื้นดินคือการอัดตัวกันของกาบใบ ใบคล้ายต้นกระชายแต่มีขนาดใหญ่กว่า ลำต้นจริงเรียกว่า ‘เหง้า’ อยู่ใต้ดิน ต้องใช้เวลาปลูก 9 เดือนไปแล้วจึงจะมีสรรพคุณทางยา ถ้านานถึง 12 เดือนจะดีมาก
นักวิจัยในหลายประเทศกำลังศึกษา ‘ขมิ้นชัน’ กันอย่างจริงจัง อันเนื่องมาจากสรรพคุณต้านมะเร็ง
พืช ผักสวนครัวในบ้านเราซึ่งอยู่คู่สำรับอาหารไทย มาแต่รุ่นปู่ย่าตายาย นั้นมีสรรพคุณทางยาชั้นเลิศ นักกินน้ำพริกคงรู้จัก ขมิ้น เป็นอย่างดี คนไทยรู้กันมานาน ‘ขมิ้น’ เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา แก้ท้องอืดท้องเฟ้อและโรคผิวหนังผื่นคันในเบื้องต้น
“ขมิ้นมีด้วยกัน 7 สายพันธุ์” คุณ ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวกับ @taste แต่ที่พบในเมืองไทยมี 4 สายพันธุ์ คือ
ขมิ้นอ้อย-คนโบราณใช้ช่วยขับลม แก้ท้องร่วง มีสารรสฝาดทำให้แผลหายเร็ว แก้ฟกบวม เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมใช้บำรุงตับ
ขมิ้นขาว-นิยมกินกับน้ำพริก
ขมิ้นดำ-คนโบราณนิยมนำมาทำน้ำมันหอมระเหย และ
ขมิ้น ชัน ซึ่งมีสรรพคุณทางโดดเด่น ได้รับความสนใจจากวงการแพทย์ มีหลายหน่วยงานในไทยศึกษา ‘ขมิ้นชัน’ ในเชิงการแพทย์ จนขมิ้นชันได้รับการขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติของไทยไว้แล้ว
แต่ ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่องค์กรทางการแพทย์ในบ้านเรา จะศึกษาขมิ้นชัน สถาบันและองค์กรมากมายในต่างประเทศ ต่างวิจัยต่างเจาะลึกขมิ้นชันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย หนึ่งในนั้นคือประเทศมหาอำนาจด้านบริโภคนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา
การ แพทย์สหรัฐปวดหัว กับจำนวนชาวอเมริกันที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมากขึ้นทุกปี อันเนื่องมาจากอาหารที่ชาวอเมริกันนิยมบริโภคนั้น เต็มไปด้วยความมันจากไขมัน
แต่เมื่อมองออกไปนอกประเทศ สหรัฐก็อดสงสัยไม่ได้ เหตุใดชาวอินเดีย ซึ่งนิยมบริโภคอาหารที่มีความมันเช่นกัน แต่กลับมีสถิติผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งน้อยกว่าชาวอเมริกันหลายเท่าตัว
แล้ว พวกเขาก็พบความแตกต่างที่ว่า แม้อาหารส่วนใหญ่ของชาวอินเดียจะมีความมัน แต่อาหารของชาวอินเดียแทบทุกประเภทมีส่วนผสมชนิดหนึ่งแทรกเป็นเครื่อง ปรุงอยู่เสมอ นั่นก็คือ ‘ขมิ้นชัน’
ศูนย์มะเร็งทางการแพทย์แอนเดอร์ สัน มหาวิทยาลัยเทกซัส ในเมืองฮุสตัน (The University of Texas M.D. Anderson Cancer Center, Houston) ศึกษาขมิ้นชัน โดยการให้ขมิ้นชันกับหนูทดลองที่ถูกทำให้เป็นมะเร็ง และพบว่าสามารถป้องกันการลุกลามของมะเร็งได้ 78%
ในประเทศอังกฤษ มีการศึกษาและทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ จำนวน 16 คนซึ่งผ่านการใช้เคมีบำบัดจนไม่สามารถใช้เคมีบำบัดได้อีกแล้ว โดยให้กินขมิ้นชันสกัดวันละ 3 กรัม
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ พบว่า อาการผู้ป่วยมะเร็งไม่แย่ลง แต่ก็ไม่ดีขึ้น จึงมีการตั้งข้อสันนิษฐานที่จะวิจัยต่อไปว่า หากให้ขมิ้นชันกับผู้ป่วยมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก จะได้ผลที่ดีกว่าหรือไม่
ปัจจุบัน การแพทย์ทั่วโลกเห็นสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “Teaspoon of tumeric a day can keep cancers at bay” ซึ่งหมายความว่า “กินขมิ้นชันวันละหนึ่งช้อนชา ช่วยให้ห่างไกลมะเร็ง”
ขมิ้นชันมีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า เทอเมอริค (Tumeric) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า เคอร์คูมา ลองกา ลินเนียส (Curcuma longa Linnaeus)
วิทยา ศาสตร์การแพทย์และการวิจัยศึกษาทั้งในและต่างประเทศพบข้อมูลตรงกันว่า ในขมิ้นชันมี Curcuminoides (เคอร์คูมินอยด์) กลุ่มสารธรรมชาติที่สุดแสนจะวิเศษสำหรับต่อสู้กับมะเร็ง
“เคอร์คูมิ นอยด์ คือ กลุ่มสารมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมะเร็ง หมายถึงการยับยั้งก่อนที่จะก่อเกิดเป็นเนื้อร้าย หรือแม้กระทั่งเมื่อเป็นเนื้อร้ายแล้ว ก็ยังช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเนื้อร้ายได้ด้วย
ถึงแม้เนื้อ ร้ายกระจายไปแล้ว ก็ยังเสริมการรักษาได้ ทำให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รับการรักษาในขั้นเคมีบำบัด ซึ่งมักทำร้ายทั้งเซลล์ไม่ดีและเซลล์ดี แต่เคอร์คิวมินอยด์สามารถจะช่วยป้องกันเคมีบำบัดไปทำร้ายเซลล์ที่ดี” คุณ ผกากรอง กล่าวกับ @taste
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ศึกษาขมิ้นชันมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และมีข้อมูลทางวิชาการเพียงพอที่จะสนับสนุนคำแนะนำ ที่ให้กินขมิ้นชันวันละ 1 ช้อนชาเพื่อป้องกันมะเร็ง
แต่โดยธรรมชาติของขมิ้นชันมีรสชาติ เฉพาะตัว ที่ไม่ใช่จะกินกันได้ง่ายๆ ทุกวัน ทีมผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงพยายามคิดค้นสูตรอาหาร เพื่อชักชวนให้การกินขมิ้นชันวันละหนึ่งช้อนชา เป็นเรื่องที่ทำได้จริงในวงกว้าง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์