นับแต่สงครามกลาง เมือง ที่เกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยกองทัพกลุ่มคนเสื้อแดงสงบลง ถือเป็น “บทเรียนครั้งสำคัญ” ของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่มีอำนาจรัฐ และฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างมวลชนคนเสื้อแดง
โดยเฉพาะบทเรียนการทำต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่จนถึงขณะนี้ทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงหลายๆ คนที่ยังเชื่อว่า “ถึงวันนี้คนเสื้อแดงแพ้ศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม(ทางการเมือง)”
แม้สภาพสถานการณ์ในปัจจุบัน จะถูกรัฐบาลและศอฉ. “ปฏิบัติการแยกปลาแยกน้ำ” แกนนำหัวหอกคนเสื้อแดงจะมีสภาพ “แตกทัพ” ซ่านเซ็น
แกนนำหลักอย่าง วีระ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นิสิต สินธุไพร ผู้อำนวยการโรงเรียนคนเสื้อแดง เป็นต้น ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำ ขณะที่แกนนำแดงอีกส่วนหนึ่งต่างกระจายกระจัดแยกย้ายกันหนีไปกบดาน จากการไล่ล่าของศอฉ.
จนปฏิเสธไม่ได้ว่า การปลุกกระแสมวลชนคนเสื้อแดงให้กลับมาสู้ทั้งในเวทีสภาและบนถนนอีกครั้งทำได้ลำบาก !
หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น การสั่งสมกำลังและมวลชนคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” เมื่อ 19 กันยายน 2549 เป็นต้น ทัพคนเสื้อแดงก็ เริ่มก่อรูปก่อร่างเป็นกลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดินภายใต้การนำของ 3 เกลอ “วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ” ที่มีจุดเริ่มต้นผ่านช่องพีเพิลแชนแนล ท่ามกลางการจับตาว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่พยายามเดินตามแนวโดยใช้มวลชนนำการเมือง
จึงเลี่ยงไม่ได้ ที่การบัญชาการรบของ “ทักษิณ” จะถูกเชื่อมโยงและโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นการต่อสู้ที่มีกลิ่นอายของ คอมมิวนิสต์ หรือไม่ อย่างไร
จากองค์ประกอบรูปแบบ ตามสูตร “แก้ว 3 ประการ” คือ มวลชน พรรคการเมือง และกองกำลังติดอาวุธ ที่ “ปริศนาคนชุดดำ” ยังเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่สังคมยังไม่ได้คำตอบ
แต่หากมองเฉพาะถึงการจัดกระบวนทัพอย่างเป็นระบบของคนเสื้อแดง ทั้งในเรื่องกำลังพล รายชื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมชุมนุมในภาคต่างๆ ที่เป็นรูปแบบการรบเพื่อให้เห็นพลังเสื้อแดง ใช้ยุทธวิธี ใช้ “สารพัดม็อบ” เพื่อกดดันรัฐบาล รวมถึงกองกำลังใต้ดิน กลุ่มฮาร์ดคอร์ โชว์ภาพของมหาม็อบ ตามแผน “ป่าล้อมเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาล” ตามเป้าหมายที่ “ทักษิณ-เสื้อแดง” ปักธงไว้
ก็ถือเป็นการเดินเกมเร็วและระยะสั้น “ทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดง” เองก็ได้บทเรียนครั้งใหญ่อีกครั้งว่า แม้แลกด้วยชีวิตของประชาชนแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้ “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ออกไปจากอำนาจได้
มิหนำซ้ำยังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ จากการที่รัฐบาลใช้สภาพที่ได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายสำคัญในการสยบมวลชนแดง อย่าง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีข้อหาฉกรรจ์ “ก่อการร้าย” ที่รัฐบาลนำมาใช้กวาดล้างท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายทักษิณภายหลังเหตุการณ์พฤษภา เลือดสงบลง
ขณะเดียวกัน มีรายงานจากแกนนำระดับกุนซือที่ใกล้ชิดสายตรงชินวัตร ได้ประเมินยุทธศาสตร์ในอนาคต พร้อมกับวิเคราะห์จุดอ่อนที่เกิดจากการเดินเกมระยะสั้นของ “มวลชนแดง-เพื่อไทย” ซึ่งก้าวมาถึง “จุดเปลี่ยน”
ที่ทำให้ “ทักษิณและบรรดาแกนนำ” รู้ซ้ำแล้วว่า ไม่สามารถเล่นในเกมระยะสั้น ที่มุ่งเน้นการใช้ปริมาณมวลชน และความรุนแรงเพื่อเอาชนะได้และ “นายใหญ่ทักษิณ” รู้แล้วว่า “ระบบรัฐสภา-เสียงของส.ส.เพื่อไทย” ไม่สามารถทำให้ทักษิณพ้นโทษในคดีความต่างๆ รวมทั้งไม่ได้ช่วยให้ “ทักษิณ” กลับมาประเทศไทยได้
ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็น “สถานการณ์วัดใจ” ที่ “ทักษิณ-แกนนำเพื่อไทย” ปรับยุทธศาสตร์ “สู้เกมยาว” ปล่อยการต่อสู้ในสนามการเมืองในสภาเป็นไป “ตามธรรมชาติ” เพราะประเมินแล้วว่า โอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเป็นไปได้ยาก
การเลือกที่จะ “ไม่ทุ่มหมดหน้าตัก” ปรับมาเล่น “เกมระยะยาว” ย้าย “ปัจจัยและสรรพกำลัง” มาใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นอย่างการ “รักษามวลชนไว้ใช้งาน” น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า ขณะเดียวกันก็สามารถแปรเป็นหัวคะแนนทางการเมืองให้แก่พรรคเพื่อไทยในอนาคต ได้
แม้จะมี “ปัญหาแตกทัพกันเองภายในเครือข่ายเสื้อแดง” ระหว่างทำศึกใหญ่ หลัง “นายใหญ่ทักษิณ” ใช้หลักในการรบแบบ “แบ่งแยกปกครอง”
โดยที่แต่ละกลุ่มจะเคลื่อนไหวอิสระ แต่ขึ้นตรงกับ “ทักษิณ-แกนนำพรรคเพื่อไทย-อดีต 111″ อย่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช, จักรภพ เพ็ญแข, พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, สุธรรม แสงประทุม, จาตุรนต์ ฉายแสง ภายใต้การดูแลของแกนนำสายชินวัตร อีกชั้น อย่าง “สมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์“ เจ๊ปู ยิ่งลักษณ์ พายัพ ชินวัตร เป็นต้น และระดมกำลังมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสู้ระยะยาว
ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มแดงทั้งแผ่นดิน หรือ แดงนปช.” ภายใต้การนำของ 3 เกลอ ซึ่งในส่วนนี้เป็นกลุ่มที่ทักษิณเข้ามาดูแลโดยตรง จากโครงสร้างแกนนำแดงในภาคและพื้นที่ต่างๆ ที่วางไว้อย่างเป็นระบบ ตามหลักสูตร “โรงเรียนผู้นำแดง” แม้ตัวละครที่ทำหน้าที่เป็นหัวหอกนำหลักๆ เหลือแค่ “จตุพร” แต่ก็ยังสามารถทำหน้าที่เดินสายทำกิจกรรมระดมคน ปลุกกระแสคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างๆ ให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเร็วๆ นี้ “จตุพร” ระบุว่า ในเดือนกันยายน นปช.จะเริ่มจัดเวทีปราศรัยใหญ่ทั่วประเทศเริ่มจากภาคเหนือ เพื่อเดินหน้าเคลื่อนไหวตามแนวทางเดิมในการเรียกร้องประชาธิปไตย
“กลุ่มแดงสยาม” ภายใต้การนำของ “จักรภพ เพ็ญแข”, สมยศ พฤกษภาเกษมสุข, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ มีจุดยืนเดิมคือ “คิดใหญ่” เน้นยุทธศาสตร์แบบ “การปฏิวัติ” มากกว่า “การปฏิรูป” มีมวลชนในสังกัดน้อยแต่เป็นอีกกลุ่มที่ทักษิณใช้ยุทธศาสตร์แยกกันตี เพราะหวังให้เป็นอะไหล่สำรองที่พยายามกวาดต้อนมวลชนเสื้อแดงที่มีความคิดต่างจากแดงนปช.มารวมไว้
“กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์” จากเดิมมีแกนหลักทั้ง อดีตส.ส.ไทยรักไทย อดีตนายทหาร “กลุ่มเพื่อนแม้ว” ตท.10 และจปร.7 พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี, เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล, เสธ.เมธ พล.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เป็นต้น ที่เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล และในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวได้เข้ามาช่วยคิดยุทธศาสตร์การต่อสู้อยู่เบื้อง หลัง แต่ปัจจุบัน หลังจากเกิดเหตุการณ์สังหารเสธ.แดง และการจับกุม อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, สุภรณ์ อัตถาวงศ์ กลุ่มดังกล่าวก็ลดบทบาทลง
“กลุ่มแดงหนูหริ่ง” ของ “สมบัติ บุญงามอนงค์“ ที่รวบรวมแดงกลุ่มเอ็นจีโอ และเครือข่ายแดงกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ชอบรัฐบาล เริ่มปรากฏตามข่าวโดยออกมาเคลื่อนไหวโดยอาศัยเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ ราชประสงค์
ทั้งหมดนี้จึงถือเป็น “หมากตัวสำคัญ” ที่เป็นเหล้าใหม่ในขวดเก่า ที่ “ทักษิณ” เลือกวางเดินเกมระยะยาวที่ประเมินแล้วว่าน่าเสี่ยงน้อยกว่าเดิม !
ข้อมูลเนื้อหาข่าวจาก : คมชัดลึก